Bare Knuckle II: Shitou e no Requiem
ภาคต่อที่หลอมรวม Beat ’em up และ จิตวิญญาณเกมไฟติ้ง เข้าไว้ด้วยกัน
Bare Knuckle II: Shitou e no Requiem หรือที่รู้จักกันในชื่อ Streets of Rage 2 คือภาคต่อที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การขยายความสำเร็จจากภาคแรก แต่เป็นการ ยกระดับเกมแนว Belt Scroll Action อย่างจริงจัง จนกลายเป็นผลงานที่ถูกยกย่องว่าเป็น จุดสูงสุดของซีรีส์ และเป็นหนึ่งในเกมระดับตำนานของยุค 16-bit
เรื่องราวเริ่มต้นหลังเหตุการณ์ในภาคแรก เมื่อ Adam Hunter หนึ่งในตัวเอกถูกองค์กรอาชญากรรมจับตัวไป Axel Stone และ Blaze Fielding จึงต้องกลับมาลงถนนอีกครั้ง พร้อมด้วย Max Thunder นักมวยปล้ำร่างยักษ์ และ Sammy Hunter น้องชายของ Adam เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ แข็งแกร่งกว่าเดิม
เกมเพลย์ที่เติบโตขึ้นในทุกมิติ
สิ่งแรกที่ผู้เล่นสัมผัสได้เมื่อเริ่มเล่น Bare Knuckle II คือ ความเปลี่ยนแปลงด้านงานภาพ ตัวละครมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แอนิเมชันลื่นไหลกว่าเดิม และศัตรูทั่วไปก็มี เกจพลังชีวิต แสดงบนหน้าจอ เพิ่มอารมณ์แบบเกมต่อสู้เข้าไปในเกมแนวเดินลุยได้อย่างลงตัว
ระบบเสียงก็ถูกยกระดับเช่นกัน การใช้เสียงแบบ ADPCM ทำให้ทุกหมัดทุกการโจมตีมีน้ำหนักและพลังมากขึ้น เสริมความดิบและความรุนแรงของการต่อสู้ได้อย่างชัดเจน แม้เกมจะยังมีระบบจับเวลา แต่เวลามักถูกเติมให้อยู่เสมอ โอกาสแพ้เพราะหมดเวลาจึงแทบไม่มี ความยากโดยรวมถูกปรับให้เข้าถึงผู้เล่นได้ง่ายกว่าเดิม
การปรับระบบท่าไม้ตายครั้งสำคัญ
Special Attack ถูกปรับใหม่จากระบบแบบใช้จำกัดในภาคแรก กลายเป็นท่าที่ แลกด้วยพลังชีวิต ผู้เล่นจะอยู่ในสภาวะ ไร้เทียมทานชั่วขณะ และสามารถเป่าศัตรูรอบตัวออกไปได้ หากท่าไม่โดนศัตรูจะไม่เสียพลังชีวิต และแม้จะโดน ความเสียหายที่แลกมาก็ถือว่าน้อย ทำให้ท่านี้ถูกใช้ได้ทั้งในเชิงรุกและการป้องกัน
นอกจากนี้ยังมี Special Attack อีกประเภทหนึ่ง ที่เป็นการโจมตีรุนแรงไปด้านหน้า ให้พลังทำลายสูงมาก แต่แลกมาด้วยจังหวะการเคลื่อนไหวที่ช้าและการโจมตีที่ไม่ครอบคลุม ผู้เล่นจึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์
ระบบการต่อสู้ที่ใกล้เคียงเกมไฟติ้งมากขึ้น
หนึ่งในระบบใหม่ที่ส่งผลต่อการเล่นอย่างมากคือการเพิ่ม ท่ากระโดดโจมตีที่ไม่ทำให้ศัตรูล้ม แตกต่างจากท่ากระโดดแบบเดิมที่มักเป่าศัตรูกระเด็น ท่านี้เพียงทำให้ศัตรูชะงัก เปิดโอกาสให้ผู้เล่น ต่อคอมโบ เมื่อลงพื้น หรือเชื่อมเข้าสู่การจับได้ทันที
เมื่อรวมกับท่าต่าง ๆ ที่เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น การโจมตีจากด้านหลัง, ท่าแดช, การชาร์จพลัง, การจับและการทุ่มหลากหลายรูปแบบ รวมถึง การยกเลิกท่าปกติเพื่อเชื่อมเข้าสู่การโจมตีแบบแดชหรือ Special Attack ทั้งหมดนี้ทำให้ Bare Knuckle II มีระบบต่อสู้ที่ ลึกและยืดหยุ่น กว่ามาตรฐานของเกมแนวเดียวกันในยุคนั้นอย่างชัดเจน
โหมด VS และอิทธิพลของ Street Fighter II
เป็นครั้งแรกในซีรีส์ที่มีการเพิ่ม โหมด VS ให้ผู้เล่นเลือกตัวละครมาต่อสู้กันเองได้แบบเกมไฟติ้งเต็มรูปแบบ ผู้เล่นสามารถเลือกตัวละครซ้ำกันได้ โดยอีกฝั่งจะเป็นพาเล็ตสีอื่น ตัวเกมใช้ระบบ ชนะสองในสาม และมีโอกาสแพ้เพราะหมดเวลาได้จริง
โหมดนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า Bare Knuckle II ได้รับอิทธิพลจาก Street Fighter II โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเกมในช่วงเวลานั้น
ดนตรีที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์
งานดนตรีของ Bare Knuckle II โดย Yuzo Koshiro และ Motohiro Kawashima เลือกใช้แนว House, Techno และผสม Drum’n’Bass อย่างกล้าหาญ กลายเป็นซาวด์แทร็กที่ ล้ำยุค และยังถูกพูดถึงจนถึงปัจจุบัน
Bare Knuckle II: Shitou e no Requiem คือผลลัพธ์ของ ความทะเยอทะยาน ความหลงใหล และการกล้าทดลอง ของทีมงาน Ancient และยังคงถูกยกย่องว่าเป็น หนึ่งในเกมแอ็กชันที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล
Comments
Post a Comment