เด็กญี่ปุ่นยุคใหม่ห่างไกล Dragon Quest กับ Final Fantasy เพราะรอภาคใหม่นานเกินไป?
แม้ช่วงหลังซีรีส์ Dragon Quest จะกลับมาได้รับความสนใจจากความสำเร็จของ Dragon Quest I & II HD-2D Remake และ Dragon Quest VII Reimagined แต่ในโลกออนไลน์ของญี่ปุ่นกลับเกิดคำถามขึ้นว่า เด็กรุ่นใหม่ทุกวันนี้ยังรู้สึกผูกพันกับ Dragon Quest หรือ Final Fantasy เหมือนคนรุ่นก่อนหรือไม่
ประเด็นนี้เริ่มจาก Noriba นักวาดเกมที่ผันตัวมาเป็นนักเขียนการ์ตูน เขาเล่าว่าลองถามเด็ก ๆ รอบตัวว่า ระหว่าง Dragon Quest กับ Final Fantasy ชอบอะไร คำตอบที่ได้กลับเป็นชื่อเดียวกันแทบทุกคนคือ Pokémon และบางคนยังบอกตรง ๆ ว่าไม่เคยเล่น Dragon Quest หรือ Final Fantasy เลยแม้แต่ภาคเดียว
คำถามสั้น ๆ นี้นำไปสู่การถกเถียงถึงเหตุผลที่ซีรีส์ RPG ระดับตำนานอาจไม่ฝังตัวในใจเด็กยุคใหม่เหมือนที่ผ่านมา หนึ่งในคำอธิบายสำคัญคือระยะเวลาการพัฒนาเกมที่ยาวนานขึ้นมาก
ซีรีส์ Pokémon มีภาคหลักและเนื้อหาเสริมออกมาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปีตั้งแต่ปี 1996 ทำให้แบรนด์ยังคงอยู่ในสายตาเด็ก ๆ เสมอ ขณะที่ Dragon Quest และ Final Fantasy เว้นช่วงภาคหลักกันหลายปี ตัวอย่างเช่น Dragon Quest XI ออกหลังภาคก่อนหน้าราวห้าปี ส่วน Final Fantasy XVI ทิ้งช่วงจาก Final Fantasy XV ไปประมาณเจ็ดปี โดยไม่นับรวมรีเมกอย่าง Final Fantasy VII Rebirth
เมื่อภาคใหม่ต้องรอห้าถึงสิบปี เด็กคนหนึ่งอาจเติบโตจากประถมสู่มัธยมก่อนจะได้เห็นเกมใหม่ออกมา หรือบางคนอาจไม่เคยมี “ภาคประจำวัยเด็ก” เลย ช่องว่างระหว่างภาคที่ยาวนานจึงทำให้ซีรีส์เหล่านี้ไม่สามารถสร้างความต่อเนื่องทางความทรงจำได้เหมือนในอดีต
อีกปัจจัยหนึ่งคือภาพลักษณ์ของซีรีส์ ทั้ง Dragon Quest และ Final Fantasy มีตัวเลขกำกับชื่อภาค ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่รู้สึกว่าต้องย้อนเล่นภาคก่อน ๆ ก่อน ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรุ่นเก่าบางส่วนก็มองว่าภาคใหม่ ๆ ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงแฟนระยะยาวเป็นหลัก
ผลสำรวจของ Gem Standard ยังสะท้อนว่า ผู้เล่นอายุน้อยนิยมเกมมัลติเพลเยอร์ที่รวดเร็วและแข่งขันสูงอย่าง Apex Legends, Fortnite และ Valorant มากกว่า ขณะที่ Dragon Quest และ Final Fantasy มีฐานความนิยมสูงกว่าในกลุ่มผู้เล่นอายุเพิ่มขึ้น
ด้านฮาร์ดแวร์ก็เป็นอีกตัวแปร เครื่องอย่าง Nintendo Switch และ Nintendo Switch 2 มีความเข้าถึงง่ายกว่า PlayStation 5 ส่งผลให้เกมบนแพลตฟอร์มเหล่านี้มีโอกาสใกล้ชิดกับเด็ก ๆ มากกว่า
อย่างไรก็ตาม คงไม่ยุติธรรมหากจะสรุปว่าเด็กญี่ปุ่นทุกคนหันหลังให้ JRPG คลาสสิก สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมเกม เด็กยุคนี้เติบโตท่ามกลางตัวเลือกมหาศาล และเกมที่ออกอย่างสม่ำเสมอย่อมมีโอกาสกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กมากกว่าเกมที่ต้องรอกันครึ่งทศวรรษ
ท้ายที่สุด คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่า Dragon Quest หรือ Final Fantasy เสื่อมความนิยมลงหรือไม่ แต่อาจเป็นเพราะจังหวะเวลาของอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป โลกของเกมหมุนเร็วขึ้น ขณะที่การสร้างเกมฟอร์มใหญ่ต้องใช้เวลานานขึ้น และช่วงเวลานั้นอาจยาวพอให้เด็กรุ่นหนึ่งเติบโตผ่านวัยเด็กไป โดยไม่เคยมีภาคใหม่ของสองซีรีส์ระดับตำนานนี้อยู่ในความทรงจำแรกเริ่มของพวกเขาเลย
Comments
Post a Comment