Final Fantasy VII Remake Intergrade บน Nintendo Switch 2 ทำไมต้องเป็น “Key Card”
หลังการวางจำหน่ายเวอร์ชัน Nintendo Switch 2 เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ทาง Square Enix ได้ออกมาอธิบายเหตุผลที่เลือกใช้รูปแบบ “Key Card” แทน Game Card แบบบรรจุข้อมูลเต็ม
คำอธิบายนี้มาจาก Naoki Hamaguchi ผู้กำกับของโปรเจกต์ ซึ่งเปิดเผยเบื้องหลังการตัดสินใจที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ผู้เล่น
เวอร์ชันที่สมบูรณ์ พร้อมตอนเสริมของ Yuffie
Final Fantasy VII Remake Intergrade คือเวอร์ชันอัปเกรดของ Final Fantasy VII Remake ที่เพิ่มเอพิโซดเสริมของ Yuffie เข้ามา ทำให้เป็นฉบับที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นของภาคแรกในโปรเจกต์รีเมคไตรภาค
อย่างไรก็ตาม ในเวอร์ชันแพ็กเกจของ Nintendo Switch 2 ตัวเกมไม่ได้บรรจุข้อมูลทั้งหมดไว้ในการ์ด แต่ใช้ “Key Card” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวตรวจสอบสิทธิ์ ก่อนให้ผู้เล่นดาวน์โหลดตัวเกมหลักลงเครื่อง
รูปแบบนี้มักถูกใช้กับเกมขนาดไฟล์ใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจที่เสียงวิจารณ์จะตามมา โดยเฉพาะจากผู้เล่นที่ต้องการ Game Card แบบบรรจุข้อมูลครบในตลับเดียว
ปัญหาไม่ใช่เรื่องต้นทุน แต่คือ “ความเร็วในการอ่านข้อมูล”
Naoki Hamaguchi อธิบายว่า ประเด็นหลักคือข้อจำกัดทางเทคนิค มากกว่าต้นทุนการผลิต
เขาระบุว่า ความเร็วในการอ่านข้อมูลจาก Game Card ช้ากว่าการอ่านจากสตอเรจภายในของ Nintendo Switch 2 อย่างชัดเจน และสำหรับเกมอย่าง Final Fantasy VII Remake ที่มีการสลับโหลดข้อมูลตลอดเวลาแม้ระหว่างการเล่น ความเร็วระดับ Game Card อาจไม่เพียงพอ และอาจกระทบต่อความลื่นไหลของประสบการณ์โดยรวม
ยิ่งไปกว่านั้น ขนาดข้อมูลของเกมก็เกินความจุคาร์ทริดจ์ในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถบรรจุลงการ์ดได้ครบตั้งแต่ต้น
พูดให้ตรงที่สุด หากยึดรูปแบบ Game Card แบบบรรจุข้อมูลเต็ม เกมนี้อาจไม่ได้วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มนี้เลย
เพราะเป็น Key Card จึงได้วางจำหน่าย
ทีมพัฒนาเผยว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความเร็วและความจุได้ ทางเลือกในอดีตอาจเป็นการไม่พอร์ตลงแพลตฟอร์มนั้น แต่ด้วยประสิทธิภาพของ Nintendo Switch 2 และการใช้ Key Card ทำให้การวางจำหน่ายเป็นไปได้โดยไม่ต้องลดทอนคุณภาพของตัวเกม
Naoki Hamaguchi ย้ำว่า เขาไม่ได้คาดหวังให้ผู้เล่นทุกคนต้องยอมรับ Key Card เพียงแต่อยากให้เข้าใจว่า มีบางเกมที่สามารถวางจำหน่ายได้ก็เพราะรูปแบบนี้
ในมุมมองของเขา นี่ไม่ใช่ความพยายามเพิ่มกำไรจากต้นทุนคาร์ทริดจ์ที่ถูกลง แต่เป็นการเลือกวิธีที่ทำให้ทีมสามารถถ่ายทอดเกมในแบบที่ตั้งใจไว้ได้อย่างเต็มที่
อนาคตของโปรเจกต์รีเมค
ปัจจุบัน Final Fantasy VII Remake Intergrade วางจำหน่ายแล้วบน PC, PS5, Nintendo Switch 2 และ Xbox Series X|S
ส่วนภาคสองอย่าง Final Fantasy VII Rebirth วางจำหน่ายแล้วบน PS5 และ PC และมีกำหนดออกบน Nintendo Switch 2 และ Xbox Series X|S ในวันที่ 3 มิถุนายนนี้
ทีมพัฒนายืนยันว่า ภาคที่สามจะยังคงรักษาสเกลและคุณภาพในระดับเดียวกับ Rebirth และจะออกแบบโดยคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละแพลตฟอร์มอย่างเต็มที่
ประเด็น “Key Card” จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องความรู้สึกของนักสะสม หากแต่เป็นทางเลือกทางเทคนิคที่ทำให้เกมระดับ AAA สามารถไปถึงมือผู้เล่นได้มากขึ้น โดยไม่ลดมาตรฐานของประสบการณ์ที่ทีมพัฒนาตั้งใจไว้
Comments
Post a Comment